Back

EDM Marketing คืออะไร? วิธีทำ Email Campaign ให้ได้ผลและสร้างฐานลูกค้าระยะยาว

Fast Fact

Fast Fact

Fast Fact

สิ่งที่น่าสนใจ

Summarize this article with AI

ท่ามกลางช่องทางการตลาดที่ต้องแข่งขันกับ Algorithm และค่าโฆษณาที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ Email ยังคงเป็นช่องทางที่ธุรกิจสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องรอให้แพลตฟอร์มตัดสินว่าใครจะเห็น Content ของเรา

เมื่อธุรกิจมี Email List ที่มีคุณภาพ ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ส่งข้อมูล โปรโมชั่น หรือเนื้อหาที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอีเมลต้อนรับ Newsletter การแจ้งเตือนสินค้าค้างในตะกร้า หรืออีเมลติดตามผลหลังการซื้อ

แต่การทำ EDM Marketing ที่ดีไม่ใช่การส่งอีเมลจำนวนมากไปหาทุกคนใน List พร้อมกัน หากต้องอาศัยการวางแผน Content การแบ่ง Segment และการส่งอีเมลให้เหมาะกับพฤติกรรมของผู้รับ

วันนี้เราจะพาไปรู้จักว่า EDM Marketing คืออะไร ต่างจาก Email Marketing ทั่วไปหรือไม่ มี Campaign รูปแบบใดบ้าง และควรวัดผลอย่างไร เพื่อเปลี่ยน Email List ให้กลายเป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์และยอดขายในระยะยาว

EDM Marketing คืออะไร และต่างจาก Email Marketing ทั่วไปอย่างไร?

EDM ย่อมาจาก Electronic Direct Mail หมายถึงการส่งข้อความทางการตลาดผ่านอีเมลไปยังกลุ่มผู้รับที่ธุรกิจกำหนดไว้ เช่น ลูกค้าที่สมัครสมาชิก ผู้ที่เคยดาวน์โหลด E-book ผู้ที่เคยซื้อสินค้า หรือ Lead ที่เคยติดต่อธุรกิจมาก่อน

ในทางปฏิบัติ คำว่า EDM Marketing และ Email Marketing มักถูกใช้สลับกัน โดยไม่ได้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน ทั้งสองคำครอบคลุมตั้งแต่การส่ง Newsletter โปรโมชั่น อีเมลอัตโนมัติ ไปจนถึงการส่งข้อความตามพฤติกรรมของลูกค้า

อย่างไรก็ตาม คำว่า EDM มักเน้นภาพของการสื่อสารแบบ Direct หรือการส่งข้อความตรงไปยังรายชื่อที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว ไม่ใช่การซื้อรายชื่อ ส่ง Spam หรือส่ง Cold Email ไปหาคนที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์โดยไม่มีเหตุผลหรือฐานกฎหมายรองรับ

จุดเด่นของ EDM เมื่อเทียบกับ Google Ads หรือ Social Media Ads คือ ธุรกิจไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกครั้งที่ต้องการเข้าถึงรายชื่อเดิม แม้ยังมีค่าเครื่องมือ ค่าจัดทำ Content และค่าใช้ระบบตามจำนวนผู้ติดต่อ แต่ต้นทุนต่อการส่งมักลดลงเมื่อ Email List เติบโต

Email ยังเป็นช่องทางที่ธุรกิจควบคุมได้มากกว่าการพึ่ง Organic Reach จากแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว ข้อมูลจาก Litmus ระบุว่า 35% ขององค์กรที่สำรวจสร้างผลตอบแทนจาก Email Marketing ได้อย่างน้อย 36 ดอลลาร์ต่อเงินลงทุน 1 ดอลลาร์ แต่ผลลัพธ์จริงจะแตกต่างกันตามประเภทธุรกิจ คุณภาพของ List และวิธีวัด Conversion

ประเภทของ EDM Marketing Campaign ที่ธุรกิจใช้บ่อย

ประเภทของ EDM Marketing Campaign

1. Welcome Series สร้างความประทับใจตั้งแต่อีเมลแรก

ส่ง Welcome Email ทันทีหลังสมัคร

Welcome Email คืออีเมลที่ส่งหลังจากผู้ใช้สมัครสมาชิก ลงทะเบียน หรือกรอกแบบฟอร์มสำเร็จ เป็นช่วงเวลาที่ผู้รับยังจำแบรนด์ได้และกำลังสนใจสิ่งที่เพิ่งสมัครมา

เนื้อหาในอีเมลฉบับแรกควรบอกให้ชัดว่า

  • ผู้รับสมัครรับข้อมูลอะไร
  • จะได้รับอีเมลประเภทใด
  • ธุรกิจจะส่งอีเมลบ่อยแค่ไหน
  • มีของขวัญหรือสิทธิประโยชน์ใดให้หรือไม่
  • ควรทำอะไรต่อ เช่น ดาวน์โหลดไฟล์หรือดูสินค้า

ไม่ควรใช้ Welcome Email เพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว เพราะเป้าหมายสำคัญคือการยืนยันว่าผู้ใช้สมัครสำเร็จ พร้อมสร้างความมั่นใจว่าอีเมลในอนาคตจะมีประโยชน์กับเขา

วาง Welcome Series มากกว่าหนึ่งอีเมล

แทนที่จะอัดข้อมูลทั้งหมดไว้ในอีเมลฉบับเดียว ธุรกิจสามารถแบ่ง Welcome Series ออกเป็น 3-4 ฉบับ เช่น

อีเมลที่ 1: กล่าวต้อนรับและส่งสิ่งที่ผู้ใช้สมัครไว้
อีเมลที่ 2: แนะนำปัญหาที่แบรนด์ช่วยแก้ได้
อีเมลที่ 3: นำเสนอ Case Study หรือสินค้าที่เกี่ยวข้อง
อีเมลที่ 4: เสนอโปรโมชั่นหรือชวนติดต่อทีมงาน

การแบ่งเนื้อหาเป็น Series ช่วยให้แต่ละอีเมลมีเป้าหมายชัดเจน และไม่ทำให้ผู้รับต้องอ่านข้อมูลมากเกินไปในครั้งเดียว

ไม่ควรฟันธงว่า Welcome Series ต้องส่งครบ 3 ฉบับภายใน 7 วัน หรือให้ Conversion สูงกว่าอีเมลเดียวกี่เท่า เพราะผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสินค้า ระยะเวลาตัดสินใจซื้อ และ Customer Journey ของแต่ละธุรกิจ

แบ่ง Segment จากพฤติกรรมในอีเมลแรก

ข้อมูลการคลิกช่วยบอกความสนใจของผู้รับได้มากกว่าการดูเพียงว่าเปิดอีเมลหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หาก Welcome Email มีลิงก์ไปยังบริการ SEO, Website และ Social Media ผู้รับที่คลิกลิงก์บริการ SEO สามารถถูกจัดเข้า Segment ที่สนใจ SEO และได้รับ Content ที่เกี่ยวข้องในอีเมลถัดไป

การทำเช่นนี้ช่วยลดการส่งเนื้อหาที่ไม่เกี่ยวข้อง และทำให้อีเมลแต่ละฉบับมีโอกาสสร้าง Engagement ได้มากขึ้น

2. Newsletter สร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

ให้ประโยชน์มากกว่าการขาย

ปัญหาที่พบได้บ่อยคือหลายธุรกิจส่งอีเมลเฉพาะเวลามี Promotion จนผู้รับรู้สึกว่าแบรนด์ติดต่อมาเพื่อขายเพียงอย่างเดียว

Newsletter ที่ดีควรมีเนื้อหาที่ช่วยให้ผู้รับแก้ปัญหา ตัดสินใจ หรือเรียนรู้บางอย่างได้ เช่น

  • บทความให้ความรู้
  • Tips ที่นำไปใช้ได้ทันที
  • Case Study
  • ข่าวสารในอุตสาหกรรม
  • Checklist
  • คู่มือหรือ Template
  • โปรโมชั่นที่เกี่ยวข้องกับความสนใจ

อัตราส่วน 70% Content และ 30% Promotion สามารถใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นได้ แต่ไม่ใช่สูตรตายตัว ธุรกิจควรดูจากพฤติกรรมของผู้รับและเป้าหมายของแต่ละ Campaign มากกว่า

กำหนดความถี่ให้สม่ำเสมอ

ความสม่ำเสมอช่วยให้ผู้รับคุ้นเคยกับแบรนด์ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกธุรกิจต้องส่ง Newsletter ทุกสัปดาห์

ธุรกิจ B2B ที่มีวงจรการขายยาวอาจส่งเดือนละ 2 ครั้ง ขณะที่ E-commerce ที่มีสินค้าและ Promotion เปลี่ยนบ่อยอาจส่งหลายครั้งต่อสัปดาห์ได้

สิ่งสำคัญคือทุกอีเมลต้องมีเหตุผลในการส่ง หากไม่มีข้อมูลใหม่หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ การลดความถี่อาจดีกว่าการส่งเพียงเพราะต้องทำตามตาราง

ข้อมูลจาก Litmus ระบุว่า 58% ของทีมการตลาดที่สำรวจส่งอีเมลทุกสัปดาห์หรือหลายครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าความถี่นี้เหมาะกับทุกธุรกิจ

3. Behavioral Email ส่งอีเมลตามพฤติกรรมของลูกค้า

Cart Abandonment Email

Cart Abandonment Email ใช้ติดตามผู้ที่เพิ่มสินค้าไว้ในตะกร้าแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน คนกลุ่มนี้แสดง Purchase Intent ชัดเจนกว่าผู้เข้าชมทั่วไป จึงเป็นหนึ่งใน Automation ที่ E-commerce ควรให้ความสำคัญ

อีเมลควรแสดงข้อมูล เช่น

  • รูปและชื่อสินค้าที่ค้างอยู่
  • ราคา
  • ปุ่มกลับไปยังตะกร้า
  • ข้อมูลการจัดส่ง
  • ช่องทางสอบถาม
  • เงื่อนไข Promotion หากมี

ไม่จำเป็นต้องให้ส่วนลดทันทีในอีเมลฉบับแรก เพราะบางคนอาจเพียงถูกขัดจังหวะหรือยังไม่สะดวกชำระเงิน สามารถเริ่มด้วยการเตือนก่อน แล้วค่อยเพิ่ม Incentive ในอีเมลถัดไปหากเหมาะสม

ข้อมูลจาก Klaviyo ซึ่งวิเคราะห์ Abandoned Cart Flow มากกว่า 143,000 Flow พบว่าอัตราการสั่งซื้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.33% และกลุ่มที่มีผลงานสูงสุด 10% ทำได้ประมาณ 7.69% ไม่ใช่ Conversion Rate 10-15% สำหรับทุกธุรกิจ

Re-engagement Campaign

ผู้รับที่ไม่ได้เปิดหรือคลิกอีเมลเป็นเวลานานควรถูกแยกออกมาทำ Re-engagement Campaign แทนการส่งอีเมลแบบเดิมต่อไปเรื่อย ๆ

ตัวอย่างเนื้อหาที่ใช้ได้ เช่น

  • ถามว่ายังต้องการรับข่าวสารหรือไม่
  • ให้เลือกประเภท Content ที่สนใจ
  • แจ้งว่ากำลังจะลดความถี่ในการส่ง
  • เสนอ Content หรือสิทธิประโยชน์พิเศษ
  • ให้ปุ่ม Unsubscribe ที่ชัดเจน

หากผู้รับยังไม่มี Engagement หลังจบ Campaign อาจพิจารณาหยุดส่งหรือนำออกจาก Active List เพื่อรักษาคุณภาพของฐานข้อมูลและ Sender Reputation

Post-purchase Follow-up

อีเมลหลังการซื้อช่วยดูแลลูกค้าต่อเนื่องและลดคำถามที่อาจเกิดขึ้นหลังชำระเงิน เช่น

  • Order Confirmation
  • Payment Confirmation
  • Shipping Update
  • วิธีใช้หรือดูแลสินค้า
  • Review Request
  • คำแนะนำสินค้าเพิ่มเติม
  • Reminder สำหรับการซื้อซ้ำ

ควรแยก Transactional Email ที่จำเป็นต่อการให้บริการออกจากอีเมล Promotion และไม่ควรใส่เนื้อหาขายมากเกินไปจนข้อมูลสำคัญ เช่น สถานะคำสั่งซื้อ ถูกกลบ

การเสนอ Upsell หรือ Cross-sell ควรอิงจากสินค้าที่ลูกค้าซื้อจริง เพื่อให้อีเมลดูเป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์ ไม่ใช่การขายสินค้าแบบสุ่ม

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์ Digital Marketing เพื่อวางแผนให้ Email, Content, SEO และช่องทางโฆษณาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีสร้าง EDM Marketing ที่ได้ผลสำหรับธุรกิจไทย

1. สร้าง Email List ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับ PDPA

แจ้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน

ก่อนเก็บอีเมล ธุรกิจควรแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร เช่น

  • ส่ง Newsletter
  • แจ้ง Promotion
  • ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการ
  • ติดต่อกลับเพื่อให้คำปรึกษา
  • วิเคราะห์ความสนใจของผู้ใช้งาน

ไม่ควรเขียนข้อความกว้างจนผู้ใช้ไม่เข้าใจว่าจะได้รับอีเมลประเภทใด และควรมี Privacy Notice ที่อธิบายการเก็บ ใช้ เปิดเผย และระยะเวลาการจัดเก็บข้อมูลอย่างเหมาะสม

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีระบบ Consent Management เพื่อช่วยให้องค์กรจัดทำ จัดเก็บ และบริหารความยินยอมให้สอดคล้องกับกฎหมาย

ไม่ควรตั้ง Checkbox ไว้ล่วงหน้า

ในกรณีที่ธุรกิจใช้ Consent เป็นฐานกฎหมาย ผู้ใช้ควรเป็นผู้แสดงเจตนาเลือกด้วยตัวเอง Checkbox สำหรับสมัครรับข่าวสารจึงไม่ควรถูกติ๊กไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ ควรแยกความยินยอมด้านการตลาดออกจากเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปฏิเสธการตลาดได้โดยไม่เสียสิทธิ์ในบริการหลัก

อย่างไรก็ตาม PDPA ไม่ได้หมายความว่าทุกกิจกรรมต้องใช้ Consent เสมอไป การเลือกฐานกฎหมายควรพิจารณาตามวัตถุประสงค์และลักษณะความสัมพันธ์กับเจ้าของข้อมูล หากไม่แน่ใจควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหรือ DPO ตรวจสอบ

ใช้ Lead Magnet เพื่อเพิ่มผู้สมัคร

Lead Magnet คือสิ่งที่ธุรกิจมอบให้ผู้ใช้เพื่อแลกกับข้อมูลติดต่อ เช่น

  • E-book
  • Checklist
  • Template
  • รายงาน
  • Webinar
  • Discount Code
  • แบบประเมิน
  • Free Consultation

Lead Magnet ที่ดีต้องเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ เพราะเป้าหมายไม่ใช่การรวบรวมอีเมลให้ได้มากที่สุด แต่คือการดึงดูดคนที่มีโอกาสสนใจธุรกิจจริง

ตัวอย่างเช่น SEO Agency อาจแจก Technical SEO Checklist แทนการแจกของรางวัลทั่วไป เพราะผู้ที่ดาวน์โหลด Checklist มีแนวโน้มสนใจการพัฒนาเว็บไซต์มากกว่า

ใช้ Double Opt-in เพื่อยืนยันอีเมล

Double Opt-in คือการส่ง Confirmation Email ให้ผู้สมัครกดลิงก์ยืนยันอีกครั้งก่อนถูกเพิ่มเข้า Active List

ข้อดีคือช่วยลด Email ปลอม การพิมพ์ผิด และการสมัครโดยบุคคลอื่น อีกทั้งยังสร้างหลักฐานว่าผู้รับเข้าถึงอีเมลดังกล่าวได้จริง

Double Opt-in ไม่จำเป็นต้องเหมาะกับทุก Funnel เพราะอาจเพิ่มขั้นตอนและทำให้มีผู้สมัครบางส่วนไม่ยืนยัน แต่เหมาะกับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ List และ Deliverability ในระยะยาว

2. เขียน Subject Line ให้คนอยากเปิดอ่าน

เขียนให้สั้นและบอกประโยชน์ชัดเจน

Subject Line ไม่จำเป็นต้องสั้นกว่า 50 ตัวอักษรทุกครั้ง แต่ควรนำใจความสำคัญไว้ช่วงต้น เพราะข้อความบางส่วนอาจถูกตัดบนหน้าจอมือถือ

ตัวอย่างเช่น

  • “5 จุดที่ทำให้เว็บไซต์โหลดช้า”
  • “คู่มือ SEO สำหรับธุรกิจ SME”
  • “สินค้าที่คุณเลือกไว้กำลังจะหมด”
  • “ยืนยันสิทธิ์ก่อนวันศุกร์นี้”

หลีกเลี่ยง Subject Line ที่คลุมเครือ หลอกให้คลิก หรือเร่งด่วนเกินจริง เพราะอาจทำให้ Open Rate ดีในระยะสั้น แต่ลดความเชื่อถือในระยะยาว

ใช้ Personalization เท่าที่มีข้อมูลรองรับ

Personalization ไม่ได้หมายถึงการใส่ชื่อลูกค้าใน Subject Line เท่านั้น แต่สามารถปรับตามข้อมูลอื่นได้ เช่น

  • สินค้าที่เคยดู
  • หมวดหมู่ที่สนใจ
  • ประวัติการซื้อ
  • สถานที่
  • สถานะสมาชิก
  • ระยะเวลาที่ไม่ได้กลับมาใช้บริการ

ข้อมูลเก่าจาก Experian พบว่า Subject Line แบบ Personalization มี Unique Click Rate สูงกว่ากลุ่มทั่วไปประมาณ 27% และมี Transaction Rate มากกว่าสองเท่า แต่ตัวเลขนี้ควรใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงจากงานศึกษาเดิม ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ทุก Campaign จะทำได้เหมือนกัน

ก่อนใส่ชื่อหรือข้อมูลเฉพาะบุคคล ควรตรวจสอบความถูกต้อง เพราะ Personalization ที่แสดงข้อมูลผิดอาจสร้างประสบการณ์ที่แย่กว่าอีเมลทั่วไป

ทำ A/B Test โดยกำหนดตัวแปรให้ชัด

การทดสอบ Subject Line ควรเปลี่ยนเพียงหนึ่งปัจจัยในแต่ละครั้ง เช่น

  • แบบคำถามกับแบบบอกประโยชน์
  • มีตัวเลขกับไม่มีตัวเลข
  • เน้นความเร่งด่วนกับเน้นข้อมูล
  • ใส่ชื่อผู้รับกับไม่ใส่
  • Subject Line สั้นกับยาว

จากนั้นส่งให้กลุ่มตัวอย่างก่อน และกำหนดตัวชี้วัดให้เหมาะกับเป้าหมาย ไม่ควรตัดสินผู้ชนะจาก Open Rate เพียงอย่างเดียว เพราะอีเมลที่คนเปิดเยอะแต่ไม่คลิกหรือไม่ซื้ออาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ

นอกจากนี้ Open Rate ปัจจุบันอาจได้รับผลกระทบจากระบบ Privacy Protection และ Bot Activity จึงควรดู Click, Conversion และ Revenue ร่วมด้วย Mailchimp ระบุว่า Bot Activity สามารถทำให้ทั้ง Open Rate และ Click Rate สูงกว่าความเป็นจริงได้

ตัวชี้วัดที่ควรติดตามใน EDM Marketing

ค่า Benchmark ควรเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรม ประเภทอีเมล และผลลัพธ์เดิมของธุรกิจ ไม่ควรใช้ตัวเลขชุดเดียวตัดสินทุก Campaign

KPI ใช้วัดอะไร แนวทางประเมินเบื้องต้น
Delivery Rate อีเมลที่ส่งถึงระบบปลายทาง ควรอยู่ในระดับสูง และไม่มี Hard Bounce เพิ่มขึ้นผิดปกติ
Open Rate สัดส่วนผู้ที่ระบบบันทึกว่าเปิดอีเมล ใช้ดูแนวโน้มได้ แต่ไม่ควรใช้เป็นตัวชี้วัดเพียงตัวเดียว
Click-through Rate สัดส่วนผู้รับที่คลิกลิงก์ภายในอีเมล โดยทั่วไปประมาณ 2–5% อาจถือว่าอยู่ในระดับที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมและประเภท Campaign
Conversion Rate สัดส่วนผู้รับที่ทำ Action สำเร็จ ควรกำหนดตามเป้าหมายของ Campaign เช่น ซื้อสินค้า สมัครสมาชิก กรอกแบบฟอร์ม หรือจองบริการ
Unsubscribe Rate สัดส่วนผู้รับที่ยกเลิกรับข่าวสาร หากเพิ่มขึ้นผิดปกติ ควรตรวจสอบคุณภาพ Content ความถี่ และความเกี่ยวข้องของอีเมล
Bounce Rate สัดส่วนอีเมลที่ไม่สามารถส่งถึงผู้รับได้ ควรแยก Hard Bounce ออกจาก Active List และตรวจสอบคุณภาพฐานข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
Spam Complaint Rate สัดส่วนผู้รับที่กดรายงานอีเมลว่าเป็น Spam ควรต่ำที่สุด และควรตรวจสอบทันทีเมื่ออัตราเพิ่มขึ้น
Revenue per Recipient รายได้เฉลี่ยที่สร้างได้ต่อผู้รับอีเมล เหมาะสำหรับวัดผล Campaign ของธุรกิจ E-commerce และระบบ Email Automation
ROI ผลตอบแทนที่ได้รับเมื่อเทียบกับต้นทุน ควรรวมค่าเครื่องมือ ทีม Content, Design, Production และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

Mailchimp รายงานค่า Open Rate เฉลี่ยรวมประมาณ 34.23% ในชุด Benchmark ล่าสุดที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ โดยแต่ละอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างมาก ส่วน Click Rate ระหว่าง 2–5% มักถูกมองว่าอยู่ในระดับที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามควรเทียบกับข้อมูลของธุรกิจตัวเองเป็นหลัก

สำหรับ ROI ข้อมูลจาก Litmus ระบุว่าผลตอบแทนของหลายบริษัทอยู่ระหว่าง 10-36 ดอลลาร์ต่อเงินลงทุน 1 ดอลลาร์ ขณะที่บางองค์กรทำได้ 36-50 ดอลลาร์หรือมากกว่า จึงไม่ควรระบุว่า 36 ดอลลาร์เป็นผลลัพธ์ที่ทุกธุรกิจจะได้รับโดยอัตโนมัติ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ EDM Marketing

EDM Marketing กับ Email Marketing ต่างกันอย่างไร?

ทั้งสองคำหมายถึงการทำการตลาดผ่านอีเมลและมักถูกใช้แทนกัน ในบางบริบท EDM จะเน้นการส่งข้อความแบบ Direct ไปยังรายชื่อที่ธุรกิจมีอยู่แล้ว ส่วน Email Marketing เป็นคำที่ครอบคลุมกว่า ทั้ง Newsletter, Automation, Transactional Email และ Behavioral Email

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เลือกใช้คำไหน แต่อยู่ที่ธุรกิจได้รับข้อมูลมาอย่างถูกต้อง แบ่งกลุ่มผู้รับ และส่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของแต่ละคน

ควรส่ง Email Campaign บ่อยแค่ไหน?

ไม่มีความถี่เดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ E-commerce อาจส่งได้หลายครั้งต่อสัปดาห์หากมีสินค้า Content หรือ Offer ใหม่จริง ขณะที่ธุรกิจ B2B อาจส่งทุกสัปดาห์ ทุกสองสัปดาห์ หรือเดือนละ 1-2 ครั้ง

ควรทดลองหลายความถี่และดู Open Rate, Click Rate, Conversion, Unsubscribe และ Spam Complaint ประกอบกัน หาก Engagement ลดลงต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าส่งถี่เกินไปหรือ Content ไม่ตรงกับความสนใจ

Open Rate ที่ดีสำหรับ EDM Marketing คือเท่าไร?

Open Rate ที่ดีขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ประเภทอีเมล คุณภาพ List และชื่อผู้ส่ง ข้อมูล Benchmark ล่าสุดของ Mailchimp ระบุค่าเฉลี่ยโดยรวมประมาณ 34.23% โดยบางอุตสาหกรรมสูงกว่า 40% และบางอุตสาหกรรมต่ำกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม Open Rate ไม่ได้แม่นยำทั้งหมด เนื่องจากระบบ Privacy และ Bot อาจเปิด Tracking Pixel โดยที่ผู้รับไม่ได้อ่านจริง จึงควรดู Click Rate, Conversion และ Revenue ควบคู่กัน

เพิ่ม Email List อย่างถูกกฎหมายในไทยได้อย่างไร?

ควรเก็บอีเมลผ่านช่องทางที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น การสมัครสมาชิก ดาวน์โหลด Lead Magnet สมัคร Event หรือขอรับคำปรึกษา พร้อมแจ้ง Privacy Notice และช่องทางยกเลิกรับข่าวสาร

ไม่ควรซื้อ List หรือรวบรวมอีเมลจากเว็บไซต์เพื่อนำมาส่งโฆษณาโดยไม่พิจารณาฐานกฎหมายและความคาดหวังของเจ้าของข้อมูล เพราะนอกจากความเสี่ยงด้าน PDPA แล้ว ยังส่งผลเสียต่อ Deliverability และชื่อเสียงของ Domain ด้วย

ใช้เครื่องมืออะไรทำ EDM Marketing?

เครื่องมือควรเลือกจากขนาดฐานข้อมูล รูปแบบธุรกิจ และระดับ Automation ที่ต้องการ เช่น

  • Mailchimp: เหมาะกับ SME ที่ต้องการ Newsletter และ Automation พื้นฐาน
  • HubSpot: เหมาะกับธุรกิจ B2B ที่ต้องการเชื่อม Email กับ CRM และ Sales Pipeline
  • Klaviyo: เหมาะกับ E-commerce ที่ต้องการ Automation จากพฤติกรรมการซื้อ
  • ActiveCampaign: เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการ Workflow และ Segmentation ที่ซับซ้อน

ราคาและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบจำนวน Contact, Email Send, Integration และข้อจำกัดของแต่ละ Plan ก่อนตัดสินใจ

ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือใด ควรทดสอบอีเมลบนมือถือและ Email Client หลักก่อนส่งจริง รวมถึงตรวจ Link, Tracking, Personalization และหน้า Landing Page ให้ครบถ้วน

สรุปได้ว่า EDM Marketing ที่ดีไม่ใช่การส่งอีเมลให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือการส่งข้อความที่เหมาะสมไปยังคนที่ใช่ในเวลาที่เหมาะสม ตั้งแต่การสร้าง Email List อย่างถูกต้อง การแบ่ง Segment ไปจนถึงการออกแบบ Automation ตาม Customer Journey

เมื่อทำงานร่วมกับ SEO และ Content Marketing อีเมลยังช่วยเปลี่ยน Traffic ที่เข้ามาเพียงครั้งเดียวให้กลายเป็น Lead ที่ธุรกิจสามารถสื่อสารต่อได้ในระยะยาว โดยไม่ต้องเริ่มซื้อ Traffic ใหม่ทุกครั้ง

ทีม BEP Digital Agency พร้อมช่วยวางแผนกลยุทธ์ EDM, Content และ Digital Marketing ให้เหมาะกับพฤติกรรมลูกค้าของแต่ละธุรกิจ เพื่อให้ทุก Campaign ไม่ได้จบแค่ยอดเปิดอ่าน แต่สามารถต่อยอดไปสู่ Lead ยอดขาย และความสัมพันธ์กับลูกค้าได้จริง ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี

{{CTA="/blog"}}

Blogs Recommended
Become a client

Our clients get the best results when they have our team dedicated to their business for extended periods of time.

This is why we are looking for ongoing collaboration where our professionals are like your team members who just happen to be remote. Ready to move forward?

Blog image
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.

Head Office

719  Mint Tower
Banthat Thong Road, Wang Mai, Pathum Wan district, Bangkok 10330

Phone

095-834-2460

Back to top