Back

Hreflang คืออะไร? วิธีบอก Google ให้แสดงภาษาที่ถูกต้องกับผู้ใช้งาน

Fast Fact

Fast Fact

Fast Fact

สิ่งที่น่าสนใจ

Summarize this article with AI

หากเว็บไซต์มีหลายภาษา หรือมีหน้าแยกสำหรับลูกค้าในแต่ละประเทศ Google อาจไม่รู้ว่าควรแสดงหน้าไหนให้ผู้ค้นหาแต่ละกลุ่ม

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์มีทั้งภาษาอังกฤษสำหรับสหราชอาณาจักรและภาษาอังกฤษสำหรับสิงคโปร์ แม้จะใช้ภาษาเดียวกัน แต่ราคา โปรโมชัน ที่อยู่ หรือข้อมูลการจัดส่งอาจแตกต่างกัน หากไม่มีการตั้งค่าที่ชัดเจน Google อาจแสดงหน้าผิดประเทศได้

Hreflang จึงถูกใช้เพื่อบอก Google ว่าแต่ละ URL สร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้ภาษาใด และเหมาะกับประเทศหรือภูมิภาคไหน ช่วยให้คนค้นหาเจอหน้าเว็บที่ตรงกับภาษาและตลาดของตัวเองมากขึ้น

Hreflang คืออะไร และช่วยเรื่อง SEO อย่างไร?

Hreflang คือ Attribute ที่ใช้ระบุภาษาและประเทศเป้าหมายของหน้าเว็บ โดยมักติดตั้งผ่านแท็ก <link> ภายในส่วน <head> ของเว็บไซต์

ตัวอย่าง:

<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/" />


การตั้งค่านี้ช่วยบอก Google ว่า URL แรกเป็นภาษาไทย ส่วน URL ที่สองเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ระบบเลือกแสดงหน้าที่เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละคน

Hreflang ไม่ได้ช่วยเพิ่มอันดับโดยตรง แต่ช่วยลดปัญหาหน้าผิดภาษา แสดงผลผิดประเทศ และลดโอกาสที่ Google จะมองหน้าในแต่ละตลาดว่าเป็นเนื้อหาซ้ำกัน

รหัสภาษาและประเทศใน Hreflang ใช้อย่างไร?

รหัสภาษาใช้มาตรฐาน ISO 639-1 ซึ่งเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัวและเขียนเป็นตัวพิมพ์เล็ก เช่น

  • th สำหรับภาษาไทย
  • en สำหรับภาษาอังกฤษ
  • ja สำหรับภาษาญี่ปุ่น

ส่วนรหัสประเทศใช้มาตรฐาน ISO 3166-1 Alpha-2 ซึ่งเป็นตัวอักษร 2 ตัวและนิยมเขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น

  • TH สำหรับภาษาไทย
  • GB สำหรับสหราชอาณาจักร
  • SG สำหรับสิงคโปร์

เมื่อนำมาใช้ร่วมกันจะเขียนในรูปแบบภาษา-ประเทศ เช่น

hreflang="en-GB"

hreflang="en-SG"

hreflang="th-TH"


สิ่งสำคัญคือต้องใส่รหัสภาษาไว้ก่อน แล้วตามด้วยรหัสประเทศ ไม่ควรสลับตำแหน่งกัน

Hreflang แบบภาษาเดียวกับภาษาและประเทศต่างกันอย่างไร?

ระบุเฉพาะภาษา

ตัวอย่าง: hreflang="th"

หมายความว่า หน้านี้เป็นภาษาไทยและเหมาะกับผู้ใช้ภาษาไทยทั่วไป โดยไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

เหมาะกับเว็บไซต์ที่ใช้เนื้อหา ราคา และบริการแบบเดียวกันสำหรับผู้ใช้ภาษานั้นในทุกประเทศ

ระบุภาษาและประเทศ

ตัวอย่าง: hreflang="en-SG"

หมายความว่า หน้านี้เป็นภาษาอังกฤษและสร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้ในประเทศสิงคโปร์โดยเฉพาะ

รูปแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่มีราคา โปรโมชัน สกุลเงิน การจัดส่ง หรือข้อมูลบริการแตกต่างกันในแต่ละประเทศ แม้จะใช้ภาษาเดียวกันก็ตาม

x-default คืออะไร?

x-default ใช้ระบุหน้าสำรองสำหรับผู้ใช้ที่ไม่ตรงกับภาษาและประเทศใดที่กำหนดไว้

ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์มีหน้าสำหรับประเทศไทย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ แต่มีผู้ใช้จากประเทศอื่นเข้ามา ระบบสามารถแสดงหน้า x-default ให้กับผู้ใช้กลุ่มนั้นได้

<link rel="alternate" hreflang="x-default" href="https://example.com/" />


ดังนั้น x-default ไม่ได้หมายถึงภาษาหลักของเว็บไซต์ แต่หมายถึงหน้ากลางหรือหน้าสำรอง ซึ่งอาจเป็นหน้าเลือกภาษา หน้า Global หรือหน้า Homepage หลักก็ได้

วิธีวางโครงสร้าง URL สำหรับเว็บไซต์หลายภาษา

วิธีวางโครงสร้าง URL สำหรับเว็บไซต์หลายภาษา

ก่อนติดตั้ง Hreflang ควรกำหนดโครงสร้าง URL ให้ชัดเจนก่อน โดยทั่วไปมี 3 รูปแบบ

1. Subdirectory

ตัวอย่าง:

example.com/th/

example.com/en/


รูปแบบนี้เหมาะกับเว็บไซต์ส่วนใหญ่ เพราะดูแลง่ายและช่วยรวมความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ไว้ในโดเมนเดียวกัน

2. Subdomain

ตัวอย่าง:

th.example.com

en.example.com

เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการแยกระบบหรือทีมดูแลของแต่ละประเทศ แต่การจัดการด้าน Technical SEO อาจซับซ้อนกว่า Subdirectory

3. ccTLD

ตัวอย่าง:

example.co.th

example.co.uk


ccTLD ส่งสัญญาณเรื่องประเทศได้ชัดเจนที่สุด แต่ต้องดูแลหลายโดเมนแยกกัน ทั้งด้านคอนเทนต์ เทคนิค และความน่าเชื่อถือของแต่ละเว็บไซต์

สำหรับธุรกิจทั่วไปที่เริ่มทำเว็บไซต์หลายภาษา Subdirectory มักเป็นตัวเลือกที่ดูแลง่ายและเหมาะสมที่สุด

วิธีติดตั้ง Hreflang อย่างถูกต้อง

1. ให้ทุกหน้ามี Self-Referencing Hreflang

แต่ละหน้าควรระบุ Hreflang ที่ชี้กลับมาหาตัวเองด้วย

ตัวอย่างเช่น หน้าภาษาไทยควรมีทั้งลิงก์ที่ชี้กลับมาหน้าภาษาไทย และลิงก์ไปยังเวอร์ชันภาษาอื่น

<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page/" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/page/" />


การใส่เฉพาะลิงก์ไปยังภาษาอื่น โดยไม่อ้างอิงหน้าตัวเอง อาจทำให้ชุด Hreflang ไม่สมบูรณ์

2. ทำ Return Tag ให้ครบทุกหน้า

หากหน้าภาษาไทยมี Hreflang ชี้ไปยังหน้าภาษาอังกฤษ หน้าภาษาอังกฤษก็ต้องมี Hreflang ชี้กลับมายังหน้าภาษาไทยด้วย เพื่อยืนยันกับ Google ว่าทั้งสองหน้าเป็นเนื้อหาเดียวกันคนละภาษา

ตัวอย่าง:

ในหน้าภาษาไทย
https://example.com/th/page/

<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page/" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/page/" />

ในหน้าภาษาอังกฤษ
https://example.com/en/page/

<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page/" />
<link rel="alternate" hreflang="en" href="https://example.com/en/page/" />


ดังนั้น หน้าไทยและหน้าอังกฤษจะมีชุด Hreflang เดียวกัน แต่ติดตั้งอยู่คนละหน้า หากมีเพียงหน้าไทยที่ชี้ไปหน้าภาษาอังกฤษ แต่หน้าอังกฤษไม่ชี้กลับ Google อาจมองว่าการตั้งค่า Hreflang ไม่สมบูรณ์

3. เลือกวิธีติดตั้งให้เหมาะกับเว็บไซต์

สามารถติดตั้ง Hreflang ได้ 3 วิธีหลัก

HTML <head> เหมาะกับเว็บไซต์ทั่วไปและจำนวนหน้าไม่มาก

HTTP Header เหมาะกับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML เช่น PDF

XML Sitemap เหมาะกับเว็บไซต์ขนาดใหญ่หรือเว็บ E-commerce ที่มีหน้าและเวอร์ชันภาษาจำนวนมาก เพราะจัดการจากจุดเดียวได้ง่ายกว่า

ควรเลือกเพียงแนวทางที่ทีมสามารถดูแลและอัปเดตได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องติดตั้งซ้ำทุกวิธี

4. ใช้ Absolute URL

URL ใน Hreflang ควรเป็น URL แบบเต็ม มีทั้ง HTTPS และชื่อโดเมน เช่น

<link rel="alternate" hreflang="th" href="https://example.com/th/page/" />


ไม่ควรใช้เพียง

<link rel="alternate" hreflang="th" href="/th/page/" />

เพราะการใช้ URL เต็มช่วยลดความผิดพลาดในการตีความและทำให้ตรวจสอบการตั้งค่าได้ง่ายกว่า

5. ตรวจสอบว่า URL เปิดใช้งานได้จริง

URL ที่อยู่ในชุด Hreflang ควรตอบกลับด้วย Status Code 200 ไม่ควรชี้ไปยัง

หากหน้าใดใช้งานไม่ได้ ชุด Hreflang อาจทำงานไม่สมบูรณ์

Hreflang ต้องใช้ร่วมกับ Canonical อย่างไร?

Hreflang และ Canonical ทำหน้าที่คนละอย่าง Canonical Tag ใช้ระบุว่า URL ไหนคือหน้าหลักของเนื้อหาชุดนั้น ส่วน Hreflang ใช้บอกว่าหน้าแต่ละภาษาและประเทศมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

สำหรับเว็บไซต์หลายภาษา แต่ละหน้าควรมี Self-Referencing Canonical ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น หน้าภาษาไทยควร Canonical กลับมาที่หน้าภาษาไทย ไม่ควรชี้ Canonical ไปหน้าภาษาอังกฤษ เพราะอาจทำให้ Google มองว่าหน้าภาษาไทยไม่ใช่หน้าหลักและไม่นำไปแสดงผล

โครงสร้างที่เหมาะสมคือ

  • หน้าภาษาไทย Canonical กลับมาที่หน้าภาษาไทย
  • หน้าภาษาอังกฤษ Canonical กลับมาที่หน้าภาษาอังกฤษ
  • ทั้งสองหน้าเชื่อมกันด้วย Hreflang

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตั้งค่า Hreflang

1. ใช้รหัสภาษาและประเทศผิด

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือใช้ en-UK แทน en-GB

แม้คนทั่วไปจะเข้าใจว่า UK หมายถึงสหราชอาณาจักร แต่รหัสประเทศที่ถูกต้องตามมาตรฐานคือ GB หากใช้รหัสที่ไม่รองรับ Google อาจไม่อ่าน Hreflang ชุดนั้น

2. ลืมทำ Return Tag

หน้าแรกชี้ไปอีกภาษา แต่หน้าอีกภาษาไม่ชี้กลับ ถือเป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เพิ่มภาษาใหม่ภายหลัง

ทุกหน้าที่อยู่ในชุดเดียวกันควรระบุ URL ของทุกเวอร์ชันให้ครบเหมือนกัน

3. Hreflang ขัดแย้งกับ Canonical

หากหน้าไทยมี Hreflang เชื่อมกับหน้าภาษาอังกฤษ แต่ Canonical กลับชี้ไปยัง URL อื่น Google จะได้รับสัญญาณที่ไม่ตรงกัน

ควรตรวจสอบว่าแต่ละหน้ามี Canonical ชี้กลับมาตัวเอง และ Hreflang เชื่อมไปยังเวอร์ชันภาษาอื่นที่ตรงกันจริง

4. เชื่อมหน้าที่มีเนื้อหาไม่ตรงกัน

Hreflang ควรเชื่อมหน้าเวอร์ชันเดียวกัน เช่น หน้าบริการ SEO ภาษาไทยกับหน้าบริการ SEO ภาษาอังกฤษ

ไม่ควรเชื่อมหน้าบริการภาษาไทยไปยัง Homepage ภาษาอังกฤษ เพราะเนื้อหาและจุดประสงค์ของหน้าไม่ตรงกัน

5. ลืมอัปเดต Hreflang เมื่อเพิ่มหน้าใหม่

เว็บไซต์ที่ใช้ XML Sitemap อาจเพิ่มหน้าใหม่แล้วลืมเพิ่ม URL ภาษาอื่นเข้าไปในชุด Hreflang ทำให้หน้าใหม่ไม่ได้เชื่อมกับเวอร์ชันต่างประเทศ

จึงควรกำหนดขั้นตอนตรวจสอบทุกครั้งที่สร้าง ลบ หรือเปลี่ยน URL ของหน้าเว็บหลายภาษา

6. ไม่กำหนด x-default

แม้ x-default จะไม่จำเป็นในทุกกรณี แต่เหมาะกับเว็บไซต์ที่มีหน้า Global หน้าเลือกภาษา หรือมีผู้ใช้จากหลายประเทศนอกตลาดหลัก

การมีหน้าสำรองที่ชัดเจนช่วยลดโอกาสที่ Google จะเลือกเวอร์ชันภาษาให้ผู้ใช้เองแบบไม่ตรงกับความต้องการ

ตารางสรุปรูปแบบ Hreflang

รูปแบบ ตัวอย่าง เหมาะกับกรณี
ภาษาอย่างเดียว hreflang="th" เนื้อหาภาษาไทยสำหรับผู้ใช้ทุกประเทศ
ภาษาและประเทศ hreflang="en-SG" เนื้อหาภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใช้ในสิงคโปร์โดยเฉพาะ
x-default hreflang="x-default" หน้ากลางหรือหน้าสำรอง สำหรับผู้ใช้ที่ไม่ตรงกับเวอร์ชันใด
Self-Referencing ชี้กลับมายัง URL ของตัวเอง ทุกหน้าที่อยู่ในชุด Hreflang ควรมี
Return Tag ทุกหน้าชี้กลับหากัน ใช้ยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างหน้าแต่ละภาษาและประเทศ

วิธีตรวจสอบว่า Hreflang ทำงานถูกต้องหรือไม่

หลังติดตั้งควร Crawl เว็บไซต์และตรวจสอบว่า

  • ทุกหน้ามี Self-Referencing Hreflang
  • ทุกคู่มี Return Tag ครบ
  • รหัสภาษาและประเทศถูกต้อง
  • URL ตอบกลับด้วย Status Code 200
  • Canonical ไม่ขัดแย้งกับ Hreflang
  • ไม่มี URL Noindex อยู่ในชุด
  • หน้าที่เชื่อมกันมีเนื้อหาตรงกัน

สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Ahrefs Site Audit, Screaming Frog SEO Spider หรือเครื่องมือตรวจ Hreflang โดยเฉพาะ เพื่อค้นหาข้อผิดพลาดในหลายหน้าได้รวดเร็วขึ้น

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Hreflang

เว็บไซต์ภาษาเดียวจำเป็นต้องใช้ Hreflang หรือไม่?

ไม่จำเป็น หากเว็บไซต์มีภาษาเดียวและให้บริการตลาดเดียว Hreflang จะไม่ได้ช่วยเพิ่มประโยชน์เพิ่มเติม

แต่หากเว็บไซต์มีหลายภาษา หรือมีเนื้อหาแยกตามประเทศ แม้จะใช้ภาษาเดียวกัน ก็ควรติดตั้งเพื่อให้ Google เลือกแสดง URL ได้ถูกต้อง

Hreflang ช่วยเพิ่มอันดับ SEO หรือไม่?

Hreflang ไม่ได้เพิ่มอันดับโดยตรง แต่ช่วยให้ Google แสดงหน้าที่ตรงกับภาษาและประเทศของผู้ใช้

เมื่อผู้ใช้เห็นหน้าที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ก็อาจช่วยเพิ่มอัตราการคลิก ลดการออกจากหน้า และสร้างประสบการณ์ใช้งานที่ดีขึ้น

ติดตั้ง Hreflang บน WordPress ได้ไหม?

ได้ เว็บไซต์ WordPress สามารถใช้ปลั๊กอินหลายภาษา เช่น WPML หรือ Polylang ร่วมกับปลั๊กอิน SEO ที่รองรับการตั้งค่าเว็บไซต์หลายภาษา

อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบ Source Code และ Crawl เว็บไซต์หลังติดตั้ง เพราะการใช้ปลั๊กอินหลายตัวร่วมกันอาจทำให้เกิด Hreflang ซ้ำหรือ Canonical ขัดแย้งกันได้

เนื้อหาเหมือนกันแต่แยก URL ตามประเทศ ต้องใช้ Hreflang หรือไม่?

ควรใช้ โดยเฉพาะเมื่อแต่ละหน้ามีเป้าหมายคนละประเทศ เช่น ราคา สกุลเงิน ที่อยู่ หรือวิธีจัดส่งแตกต่างกัน

Hreflang ช่วยบอก Google ว่าหน้าเหล่านี้เป็นเวอร์ชันสำหรับตลาดต่างกัน ไม่ใช่หน้าซ้ำที่สร้างขึ้นโดยไม่มีจุดประสงค์

Hreflang ใช้กับหน้าแปลอัตโนมัติได้ไหม?

ติดตั้งได้หากหน้าแต่ละภาษามี URL แยกและผู้ใช้เข้าถึงได้จริง แต่คุณภาพของเนื้อหายังคงสำคัญ

การมี Hreflang ไม่ได้ช่วยให้เนื้อหาแปลอัตโนมัติที่อ่านไม่รู้เรื่องติดอันดับดีขึ้น ควรตรวจสอบภาษา ความถูกต้อง และความเหมาะสมกับผู้ใช้ในแต่ละประเทศด้วย

สรุปได้ว่า รHreflang เป็นส่วนสำคัญของ Technical SEO สำหรับเว็บไซต์หลายภาษาและธุรกิจที่ทำตลาดหลายประเทศ ช่วยบอก Google ว่าแต่ละ URL ใช้ภาษาอะไร และควรแสดงให้ผู้ใช้ในประเทศใด

การติดตั้งที่ถูกต้องต้องมี Self-Referencing Tag, Return Tag และรหัสภาษาและประเทศตามมาตรฐาน รวมถึงต้องทำงานสอดคล้องกับ Canonical Tag หลังติดตั้งไม่ควรตรวจเพียงหน้าเดียว แต่ควร Crawl ทั้งเว็บไซต์ เพื่อค้นหาหน้าที่ยังขาด Return Tag ใช้รหัสผิด ชี้ไปหน้า Redirect หรือมี Canonical ขัดแย้งกัน เพราะข้อผิดพลาดเพียงบางหน้าอาจทำให้การแสดงผลในแต่ละประเทศไม่เป็นไปตามที่ต้องการ

BEP Digital Agency รับทำ Technical SEO สำหรับเว็บไซต์หลายภาษา ช่วยตรวจสอบและติดตั้ง Hreflang, Canonical Tag, Sitemap และโครงสร้าง URL ให้ทำงานสอดคล้องกัน เพื่อให้ Google แสดงหน้าเว็บได้ตรงกับภาษาและประเทศของผู้ใช้งาน ลดปัญหาหน้าซ้ำ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในแต่ละตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

{{CTA="/blog"}}

Blogs Recommended
Become a client

Our clients get the best results when they have our team dedicated to their business for extended periods of time.

This is why we are looking for ongoing collaboration where our professionals are like your team members who just happen to be remote. Ready to move forward?

Blog image
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.

Head Office

719  Mint Tower
Banthat Thong Road, Wang Mai, Pathum Wan district, Bangkok 10330

Phone

095-834-2460

Back to top