Back

สงครามโลกทำต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกพุ่ง แบรนด์ไทยต้องปรับตัวอย่างไร?

Fast Fact

Fast Fact

Fast Fact

สิ่งที่น่าสนใจ

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หรือสินค้าอุปโภคบริโภค คุณน่าจะรู้สึกได้แล้วว่าต้นทุนบรรจุภัณฑ์สูงขึ้นมากในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา

และนั่นไม่ใช่เพราะ supplier ของคุณโลภ แต่เป็นผลกระทบจากปัจจัยระดับโลกที่ส่งต่อมาถึงต้นทุนของธุรกิจคุณโดยตรง

ตัวเลขที่ต้องรู้: ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกเพิ่มขึ้น

ข้อมูลจากอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไทยสะท้อนภาพได้ชัดเจนว่า 

ต้นทุนวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นกว่า 27% ในช่วงปี 2022–2024 ขณะที่ระยะเวลาสั่งซื้อ (Lead Time) ยืดออกจากประมาณ 4 สัปดาห์เป็น 11 สัปดาห์ จากปัญหา Supply Chain

นอกจากนี้ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กว่า 63% รายงานว่าประสบปัญหาความล่าช้าในการผลิต และอีก 41% เผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ

สำหรับธุรกิจที่มี Margin ไม่สูง ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่หมายถึงสินค้าที่เคยทำกำไรได้ อาจเริ่มขาดทุนโดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

ทำไมต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกถึงเพิ่มพุ่งขึ้น? จากสงครามสู่ต้นทุนของคุณ

บรรจุภัณฑ์พลาสติกเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นถุง PE หรือขวด PET ล้วนมีต้นทางจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

เมื่อเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งรัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ทำให้เกิดการคว่ำบาตรและส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 50% ในช่วงปี 2021–2022

ทำไมต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกถึงเพิ่มพุ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ยิ่งเพิ่มความผันผวนให้กับราคาพลังงาน

เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนเม็ดพลาสติก (Resin) ก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลต่อราคาบรรจุภัณฑ์ และสุดท้ายสะท้อนมาที่ต้นทุนสินค้าของธุรกิจคุณ

เนื่องจากวัตถุดิบคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60-80% ของต้นทุนการผลิตบรรจุภัณฑ์ แม้ราคาจะปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็สามารถส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาสินค้าสุดท้ายได้ทันที

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้น กระทบแบรนด์มากกว่าที่คิด!

ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้แค่กดดัน margin ของธุรกิจเท่านั้น แต่ยังบังคับให้คุณต้องตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อแบรนด์โดยตรง ทั้งด้านภาพลักษณ์ การตั้งราคา และประสบการณ์ของลูกค้า

และเมื่อเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้ แบรนด์ควรรับมืออย่างไรดี? โดยทั่วไปแล้วธุรกิจมักมี 3 ทางเลือกหลัก ซึ่งแต่ละทางมีผลกระทบต่อแบรนด์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่

ตัวเลือกที่ 1 ขึ้นราคาสินค้า

การขึ้นราคาสินค้าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในเชิงตัวเลข เพราะสามารถชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที แต่ในมุมของแบรนด์ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ลูกค้าไม่ได้แค่ต้องจ่ายแพงขึ้น แต่จะเริ่มตั้งคำถามว่า “สินค้านี้ยังคุ้มค่าอยู่หรือไม่” และในบางกรณีอาจเริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่ามากกว่า

ตัวเลือกที่ 2 ลดคุณภาพบรรจุภัณฑ์

ต้นทุนบรรจุภัณฑ์พลาสติก

อีกทางเลือกหนึ่งที่หลายแบรนด์ใช้คือการลดต้นทุนผ่านการปรับบรรจุภัณฑ์ เช่น ใช้พลาสติกที่บางลง ลดขนาด หรือเลือกใช้วัสดุที่มีราคาถูกลง แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนได้ในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงในด้านความเชื่อมั่นของลูกค้า

การสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่ดีต้องใช้เวลานาน แต่เพียงแค่ลูกค้ารู้สึกว่าคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ลดลง ก็สามารถทำลายความเชื่อมั่นได้ในเวลาอันสั้น

ตัวเลือกที่ 3 รับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและหาทางชดเชยด้วยวิธีอื่น

ทางเลือกสุดท้ายคือการยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และหาวิธีชดเชยด้วยการปรับกลยุทธ์ในด้านอื่นแทน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้า การสื่อสารแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น หรือการพัฒนา experience ของลูกค้าให้ดีขึ้น

แม้ว่าวิธีนี้จะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์มากกว่า แต่ถือเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแบรนด์ในระยะยาว เพราะช่วยรักษาทั้งภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้าไว้ได้

แบรนด์ที่ปรับตัวได้ กำลังทำอะไรอยู่?

1. เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้กลายเป็น Brand Story

แทนที่จะพยายามซ่อนว่าบรรจุภัณฑ์มีการเปลี่ยนแปลง แบรนด์ที่ปรับตัวได้มักเลือกสื่อสารก่อน และเล่าในมุมที่เสริมภาพลักษณ์ให้แบรนด์ดูดีขึ้น เช่น การเล่า storytelling ว่า “เราได้ปรับบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยลดการใช้พลาสติกลง 30%” การสื่อสารแบบนี้ไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่คือการวางตำแหน่งแบรนด์ให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่

2. ใช้ความยั่งยืนเป็นจุดแข็ง

แบรนด์ใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล

ตลาด sustainable packaging กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าจะแตะ 423,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 แบรนด์ที่ปรับไปใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล กระดาษ หรือวัสดุชีวภาพ มักพบว่าลูกค้ากลุ่มใหม่ยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

3. ออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้ใช้วัสดุน้อยลง แต่ดูดีขึ้น

การออกแบบให้เบาลงโดยไม่กระทบการใช้งาน เป็นกลยุทธ์ที่บริษัทระดับโลกอย่าง PepsiCo ใช้อยู่แล้ว สำหรับแบรนด์ขนาดกลางและเล็กในไทย การทำงานร่วมกับนักออกแบบที่เข้าใจทั้งต้นทุนและแบรนด์จะช่วยได้มาก

4. สื่อสารคุณค่าให้ชัด เพื่อรองรับการปรับราคา

ในกรณีที่จำเป็นต้องปรับราคา การสื่อสารอย่างชัดเจนคือสิ่งสำคัญ ลูกค้าที่เข้าใจเหตุผลและเชื่อมั่นในแบรนด์ จะสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าลูกค้าที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบโดยไม่มีคำอธิบาย และนั่นคือบทบาทของ Marketing Communications ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถเริ่มต้นทำได้ทันที โดยไม่ต้องรอปัจจัยภายนอก

ไม่มีใครอยากเผชิญกับต้นทุนที่พุ่งสูง แต่ธุรกิจที่ผ่านช่วงเวลาแบบนี้มาได้ดีที่สุดมักไม่ใช่คนที่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือคนที่สื่อสารคุณค่าได้ดีที่สุด

เมื่อทุกอย่างแพงขึ้น แบรนด์ที่ลูกค้ารักและเชื่อถือคือแบรนด์ที่เขายอมจ่ายให้ก่อน การลงทุนใน brand communication ในช่วงวิกฤตไม่ใช่ความฟุ่มเฟือย มันคือสิ่งที่ทำให้คุณรอด!

BEP Digital Agency พร้อมช่วยวางกลยุทธ์ Marketing Communications ให้ธุรกิจของคุณสามารถรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง และเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสในการเติบโต ปรึกษาเราได้เลย!

{{CTA="/blog"}}

Blogs Recommended
Become a client

Our clients get the best results when they have our team dedicated to their business for extended periods of time.

This is why we are looking for ongoing collaboration where our professionals are like your team members who just happen to be remote. Ready to move forward?

Blog image
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.

Head Office

719  Mint Tower
Banthat Thong Road, Wang Mai, Pathum Wan district, Bangkok 10330

Phone

095-834-2460

Back to top