Back

Domain Authority คืออะไร? วิธีเช็ก DA และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์

Fast Fact

Fast Fact

Fast Fact

สิ่งที่น่าสนใจ

Summarize this article with AI

การทำ SEO ไม่ได้มีแค่การเลือก Keyword ที่มีคนค้นหาเยอะ แต่ต้องดูด้วยว่าเว็บไซต์ของเรามีความแข็งแกร่งพอจะแข่งขันกับเว็บที่ติดอันดับอยู่แล้วหรือไม่ หนึ่งในค่าที่ช่วยประเมินเรื่องนี้ได้คือ Domain Authority หรือ DA

วันนี้เราจะพาไปรู้จักว่า DA คืออะไร สำคัญกับ SEO อย่างไร และควรนำไปใช้วิเคราะห์เว็บไซต์กับคู่แข่งแบบไหน เพื่อช่วยให้วางแผน Keyword, Content และ Backlink ได้แม่นยำขึ้น

Domain Authority คืออะไร?

Domain Authority หรือ DA คือคะแนนตั้งแต่ 1-100 ที่พัฒนาโดย Moz เพื่อใช้ประเมินความแข็งแกร่งของเว็บไซต์ในภาพรวม โดยเฉพาะด้าน Backlink Profile และจำนวนเว็บไซต์ที่ส่งลิงก์เข้ามา ยิ่งคะแนนสูง ก็ยิ่งสะท้อนว่าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือและมีศักยภาพในการแข่งขันบนหน้าผลการค้นหามากขึ้นเมื่อเทียบกับเว็บไซต์อื่น

นักการตลาดและคนทำ SEO มักใช้ DA เป็นตัวช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง ประเมินระดับความยากของ Keyword และวางแผนว่าควรเริ่มแข่งขันในตลาดระดับใด ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ของเรามี DA 20 แต่คู่แข่งที่ติดอันดับหน้าแรกส่วนใหญ่มี DA 60 ขึ้นไป ก็อาจหมายความว่า Keyword นั้นยังแข่งขันยากเกินไปในช่วงแรก และควรเริ่มจาก Long-tail Keyword ที่เฉพาะเจาะจงและมีการแข่งขันต่ำกว่าก่อน

อย่างไรก็ตาม DA ไม่ใช่ Ranking Factor ที่ Google ใช้จัดอันดับโดยตรง และ Google ไม่ได้นำคะแนนจาก Moz ไปใช้ใน Algorithm ของตัวเอง แต่สิ่งที่ทำให้เว็บไซต์มี DA สูง เช่น Backlink ที่มีคุณภาพ จำนวน Referring Domains ที่หลากหลาย และความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต้นทาง ล้วนเป็นสัญญาณที่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO

Domain Authority คำนวณอย่างไร?

1. ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ DA

Domain Authority เป็นคะแนนตั้งแต่ 1-100 ที่ Moz พัฒนาขึ้น โดยใช้ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูลจาก Link Index และเปรียบเทียบความแข็งแกร่งของเว็บไซต์กับเว็บไซต์อื่นในฐานข้อมูล

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคะแนน DA มักประกอบด้วยจำนวน Linking Root Domains หรือจำนวนโดเมนที่ส่งลิงก์เข้ามา คุณภาพและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ต้นทาง รวมถึงภาพรวมของ Backlink Profile

จุดสำคัญคือ DA ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวน Backlink ทั้งหมด เพราะเว็บไซต์ที่ได้รับลิงก์หลายร้อยลิงก์จากโดเมนเดียว อาจไม่ได้มีความหลากหลายของแหล่งอ้างอิงเท่ากับเว็บไซต์ที่ได้รับลิงก์จากหลายโดเมน

นอกจากนี้ DA ยังเป็นคะแนนแบบเปรียบเทียบ ไม่ใช่ค่าตายตัว เว็บไซต์จึงไม่ได้แข่งขันเฉพาะกับตัวเอง แต่ยังเปลี่ยนแปลงตามข้อมูลและความแข็งแกร่งของเว็บไซต์อื่นในฐานข้อมูลของ Moz ด้วย

2. ทำไม DA ของเว็บไซต์จึงลดลงได้ แม้ไม่ได้ทำอะไรผิด?

บางครั้งเว็บไซต์มี Content และ Backlink เท่าเดิม แต่คะแนน DA กลับลดลงเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเว็บไซต์มีคุณภาพแย่ลงเสมอไป

เนื่องจาก DA เป็น Metric แบบ Relative หรือคะแนนเชิงเปรียบเทียบ หากเว็บไซต์อื่นในฐานข้อมูลสร้าง Backlink และพัฒนา Link Profile ได้เร็วกว่าคุณ คะแนนของเว็บไซต์คุณก็อาจขยับลงได้

อีกสาเหตุหนึ่งคือ Moz อาจมีการปรับโมเดลการคำนวณหรืออัปเดตฐานข้อมูลลิงก์ ส่งผลให้ DA ของหลายเว็บไซต์เปลี่ยนแปลงพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อ DA ลดลง ควรตรวจสอบร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น Organic Traffic, Keyword Ranking, Referring Domains และจำนวน Backlink ที่หายไป ไม่ควรดู DA เพียงค่าเดียว

3. DA กับ DR ต่างกันอย่างไร?

DA หรือ Domain Authority เป็น Metric จาก Moz ส่วน DR หรือ Domain Rating เป็น Metric จาก Ahrefs

ทั้งสองค่ามีช่วงคะแนนตั้งแต่ 0-100 และใช้ประเมินความแข็งแกร่งของ Backlink Profile แต่ใช้อัลกอริทึม ฐานข้อมูล และวิธีคำนวณต่างกัน จึงเป็นเรื่องปกติที่เว็บไซต์เดียวกันอาจมีค่า DA และ DR ไม่เท่ากัน

Ahrefs อธิบายว่า DR เป็นค่าที่แสดงความแข็งแกร่งของ Backlink Profile ในระดับโดเมน โดยคำนวณบนสเกลแบบ Logarithmic หมายความว่าการเพิ่มคะแนนจาก 70 ไป 80 จะยากกว่าการเพิ่มจาก 10 ไป 20 อย่างมาก

นักทำ SEO จึงมักดูทั้ง DA, DR, จำนวน Referring Domains, Organic Traffic และคุณภาพของ Backlink ร่วมกัน เพื่อให้เห็นภาพเว็บไซต์ได้รอบด้านกว่าอาศัย Metric ใด Metric หนึ่ง

วิธีเช็ก Domain Authority ของเว็บไซต์

1. เช็กผ่าน Moz Link Explorer

วิธีที่ตรงที่สุดในการเช็ก DA คือใช้ Moz Link Explorer โดยกรอก URL หรือชื่อโดเมนที่ต้องการวิเคราะห์ ระบบจะแสดงข้อมูลสำคัญ เช่น

  • Domain Authority
  • Page Authority
  • Linking Domains
  • Inbound Links
  • Spam Score

บัญชีฟรีของ Moz สามารถใช้งาน Link Explorer ได้แบบจำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน ส่วน MozBar ซึ่งเป็น Chrome Extension ช่วยให้ดู DA และ PA ของเว็บไซต์ได้สะดวกขึ้นระหว่างค้นหาข้อมูลบน Google

2. ใช้ Ahrefs Website Authority Checker

หากต้องการดูค่า DR สามารถใช้ Ahrefs Website Authority Checker ได้ฟรี เครื่องมือนี้ประเมิน Authority ของเว็บไซต์จากคุณภาพและปริมาณของ External Backlink พร้อมแสดงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ Backlink Profile

Ahrefs ยังมี Backlink Checker สำหรับตรวจสอบจำนวน Backlink และ Referring Domains โดย Referring Domain หมายถึงโดเมนที่มี Backlink อย่างน้อยหนึ่งลิงก์มายังเว็บไซต์เป้าหมาย หากเว็บไซต์หนึ่งส่งลิงก์มาให้ 10 ลิงก์ ก็ยังนับเป็น 1 Referring Domain

3. เปรียบเทียบ DA กับคู่แข่งก่อนเลือก Keyword

การดู DA ของเว็บไซต์ตัวเองเพียงเว็บเดียวอาจไม่ได้ให้ข้อมูลมากนัก เพราะไม่รู้ว่าคะแนนดังกล่าวสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับตลาดที่กำลังแข่งขันอยู่

วิธีที่นำไปใช้ได้จริงคือเลือกคู่แข่งประมาณ 5-10 เว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ ของ Keyword เป้าหมาย แล้วนำมาเปรียบเทียบ DA, DR, จำนวน Referring Domains และคุณภาพของ Content

ตัวอย่างเช่น หากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ใน Top 3 มี DA ประมาณ 60 ขึ้นไป แต่เว็บไซต์ของคุณมี DA 20 ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสติดอันดับเลย แต่แสดงว่า Keyword ดังกล่าวอาจต้องใช้ทรัพยากรและเวลาค่อนข้างมาก

ในช่วงเริ่มต้น อาจเลือกทำ Long-tail Keyword ที่เฉพาะเจาะจงกว่า มี Search Intent ชัดเจน และมีคู่แข่งใกล้เคียงกับระดับของเว็บไซต์ก่อน เมื่อเว็บไซต์มี Content และ Backlink แข็งแรงขึ้น จึงค่อยขยายไปยัง Keyword ที่มีการแข่งขันสูงกว่า

วิธีเพิ่ม Domain Authority อย่างยั่งยืน

1. สร้าง Backlink จาก Referring Domain ที่หลากหลาย

การเพิ่ม DA ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสะสม Backlink ให้ได้มากที่สุด แต่ควรเน้นการได้รับลิงก์จากเว็บไซต์ที่หลากหลาย มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และมีความน่าเชื่อถือ

Backlink 100 ลิงก์จากเว็บไซต์เดียวอาจถูกนับเป็นเพียง 1 Referring Domain ในขณะที่การได้รับ Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพดี 10 แห่ง หมายถึงเว็บไซต์มีแหล่งอ้างอิงที่หลากหลายกว่า

Ahrefs ระบุว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อ DR ได้แก่ จำนวนเว็บไซต์ที่ลิงก์เข้ามา คะแนน DR ของเว็บไซต์ต้นทาง และจำนวนเว็บไซต์อื่นที่โดเมนต้นทางส่งลิงก์ออกไป

ดังนั้นแทนที่จะมุ่งซื้อ Backlink จำนวนมากจากแหล่งเดิม ควรเน้นสร้างความสัมพันธ์กับเว็บไซต์ สื่อ พาร์ตเนอร์ และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

2. ทำ Digital PR เพื่อสร้าง Editorial Backlink

Digital PR คือการสร้างข้อมูลหรือเรื่องราวที่มีคุณค่ามากพอให้สื่อ นักข่าว บล็อก หรือเว็บไซต์ในอุตสาหกรรมนำไปกล่าวถึงและใส่ลิงก์อ้างอิงกลับมา

ตัวอย่างเนื้อหาที่เหมาะกับการทำ Digital PR ได้แก่

  • Original Research
  • รายงานแนวโน้มตลาด
  • ผลสำรวจความคิดเห็น
  • Infographic
  • Data Study
  • สถิติภายในธุรกิจ
  • ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

Backlink ที่เกิดจากการอ้างอิงเนื้อหาโดยบรรณาธิการหรือผู้เขียน มักมีความเป็นธรรมชาติและน่าเชื่อถือกว่า Backlink ที่เกิดจากการซื้อหรือแลกเปลี่ยนลิงก์โดยไม่มีเหตุผลด้านเนื้อหา

นอกจากช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนา DA แล้ว Digital PR ยังช่วยสร้าง Brand Awareness และทำให้แบรนด์ถูกกล่าวถึงในแหล่งข้อมูลที่กลุ่มเป้าหมายเชื่อถืออีกด้วย

3. ตรวจสอบ Toxic Backlink และใช้ Disavow อย่างระมัดระวัง

ควรตรวจสอบ Backlink Profile เป็นระยะ เพื่อดูว่ามีลิงก์ผิดปกติ ลิงก์จากเว็บสแปม หรือ Backlink ที่เกิดจาก Link Scheme หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบผ่าน Moz, Ahrefs หรือ Google Search Console

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้อง Disavow ทุกลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์ DA ต่ำ เพราะเว็บไซต์ที่มีคะแนนต่ำไม่ได้แปลว่าเป็นเว็บไซต์อันตรายเสมอไป และ Google สามารถเพิกเฉยต่อลิงก์สแปมจำนวนมากได้เอง

Google ระบุว่า Disavow Links Tool เป็นเครื่องมือขั้นสูงที่ควรใช้อย่างระมัดระวัง เหมาะกับกรณีที่เว็บไซต์มีลิงก์ผิดธรรมชาติจำนวนมาก มี Manual Action หรือมีความเสี่ยงจาก Paid Links และ Link Schemes การใช้งานผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพของเว็บไซต์บน Google Search ได้

ก่อนส่ง Disavow File ควรพยายามติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ต้นทางเพื่อลบลิงก์ก่อน และเลือก Disavow เฉพาะลิงก์หรือโดเมนที่มีเหตุผลชัดเจนว่าเป็นลิงก์ผิดธรรมชาติ

4. สร้าง Content ที่คนอยากแชร์และนำไปอ้างอิง

Backlink ที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อเว็บไซต์มีเนื้อหาที่หาไม่ได้ง่าย ๆ จากที่อื่น หรือมีประโยชน์มากพอให้เว็บไซต์อื่นนำไปใช้เป็นแหล่งอ้างอิง

เนื้อหาที่มีโอกาสได้รับ Backlink ตามธรรมชาติ ได้แก่

  • Original Research พร้อมข้อมูลสถิติ
  • เครื่องมือหรือ Calculator ฟรี
  • Template ที่ดาวน์โหลดและใช้งานได้จริง
  • Ultimate Guide ที่ครอบคลุมหัวข้ออย่างละเอียด
  • Case Study ที่มีข้อมูลก่อนและหลัง
  • Checklist สำหรับนำไปใช้งาน
  • รายงานแนวโน้มประจำปี

ไม่จำเป็นต้องผลิตเนื้อหาขนาดใหญ่ทุกเดือน ธุรกิจอาจเลือกลงทุนทำ Linkable Asset คุณภาพสูงปีละ 2-3 ชิ้น แล้ววางแผนประชาสัมพันธ์และ Outreach ให้ตรงกลุ่ม เพื่อสร้างโอกาสได้รับ Backlink อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้อ่านง่าย ดูน่าเชื่อถือ และแสดงแหล่งข้อมูลชัดเจน ก็ช่วยเพิ่มโอกาสที่ผู้อื่นจะนำ Content ไปอ้างอิงได้เช่นกัน สามารถศึกษาบริการทำเว็บไซต์เพิ่มเติม เพื่อวางโครงสร้างเว็บไซต์ให้รองรับทั้ง Content Marketing และ SEO

5. ทำ On-Page SEO และ Technical SEO ให้แข็งแรง

On-Page SEO และ Technical SEO อาจไม่ได้ทำให้คะแนน DA เพิ่มขึ้นโดยตรง เพราะ DA ให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านลิงก์เป็นหลัก แต่ทั้งสองส่วนช่วยสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโตของเว็บไซต์ในระยะยาว

เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างชัดเจน โหลดเร็ว รองรับมือถือ และค้นหาข้อมูลได้ง่าย มีโอกาสสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ทั้งผู้ใช้งานและผู้ที่ต้องการนำข้อมูลไปอ้างอิง

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

  • โครงสร้าง URL
  • Internal Link
  • Page Speed
  • Mobile Usability
  • Crawlability และ Indexability
  • Broken Link
  • Duplicate Content
  • HTTPS
  • Sitemap และ Robots.txt
  • Structured Data

Google แนะนำให้เว็บไซต์จัดโครงสร้างและปรับปรุงเนื้อหา เพื่อช่วยให้ Search Engine สามารถ Crawl, Index และทำความเข้าใจหน้าเว็บได้ง่ายขึ้น

สามารถอ่านบทความเรื่อง Digital Marketing เพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าการทำ SEO, Content, Social Media และช่องทางออนไลน์อื่นควรทำงานร่วมกันอย่างไร

ค่า DA ระดับใดถือว่าดีในปี 2026?

ไม่มีคะแนน DA ที่ถือว่าดีสำหรับทุกเว็บไซต์ เพราะต้องพิจารณาจากอุตสาหกรรม อายุเว็บไซต์ และคะแนนของคู่แข่งที่ติดอันดับใน Keyword เดียวกัน

อย่างไรก็ตาม สามารถใช้ช่วงคะแนนต่อไปนี้เป็นแนวทางเบื้องต้นได้

ช่วง DA ระดับ ความหมายโดยประมาณ
1–20 ต่ำ มักเป็นเว็บไซต์ใหม่หรือเว็บไซต์ที่ยังมี Backlink ไม่มาก ควรเน้นสร้าง Content และวางรากฐานเว็บไซต์ก่อน
21–40 ปานกลาง เริ่มมี Backlink และ Referring Domains แล้ว แต่ยังมีโอกาสพัฒนาความแข็งแกร่งได้อีก
41–60 ดี มี Backlink Profile ค่อนข้างแข็งแรง และเริ่มแข่งขันใน Keyword ระดับกลางได้
61–80 ดีมาก มักเป็นเว็บไซต์ของแบรนด์ สื่อ หรือองค์กรที่เปิดมานาน และมีแหล่งอ้างอิงจำนวนมาก
81–100 สูงมาก มักพบในเว็บไซต์ระดับโลกหรือแพลตฟอร์มที่ได้รับ Backlink คุณภาพจำนวนมหาศาล

ตารางนี้ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตายตัว เว็บไซต์ DA 25 อาจถือว่าแข็งแรงมากในอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขณะที่ DA 50 อาจยังไม่สูงนักเมื่อแข่งขันในตลาดที่เต็มไปด้วยสื่อและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่

วิธีประเมินที่เหมาะสมกว่าคือเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ที่ติดอันดับใน Keyword เป้าหมาย รวมถึงดูคุณภาพ Content, Search Intent และระดับ Page Authority ของหน้าที่กำลังแข่งขันด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Domain Authority

Domain Authority คืออะไร?

Domain Authority หรือ DA คือคะแนนตั้งแต่ 1-100 ที่ Moz พัฒนาขึ้น เพื่อประเมินแนวโน้มความสามารถในการแข่งขันของเว็บไซต์บน Search Engine โดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับ Backlink Profile, Linking Root Domains และปัจจัยด้านลิงก์อื่น ๆ

ยิ่งคะแนนสูง แสดงว่าเว็บไซต์มี Link Profile แข็งแรงเมื่อเปรียบเทียบกับเว็บไซต์อื่นในฐานข้อมูล แต่ไม่ได้รับประกันว่าเว็บไซต์จะติดอันดับเหนือกว่าเว็บไซต์ DA ต่ำกว่าในทุก Keyword

DA ส่งผลต่อ Google Ranking โดยตรงหรือไม่?

DA ไม่ใช่ Ranking Factor ของ Google และ Google ไม่ได้นำคะแนนจาก Moz ไปใช้ในการจัดอันดับ

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบางอย่างที่ทำให้เว็บไซต์มี DA สูง เช่น การได้รับ Backlink ที่เกี่ยวข้องและน่าเชื่อถือ อาจสอดคล้องกับสัญญาณที่ Search Engine ใช้ทำความเข้าใจความน่าเชื่อถือและความสำคัญของหน้าเว็บ จึงทำให้เว็บไซต์ DA สูงหลายแห่งมีแนวโน้มติดอันดับได้ดี แต่ไม่ได้หมายความว่า DA เป็นสาเหตุโดยตรง

เช็ก DA เว็บไซต์ฟรีได้ที่ไหน?

สามารถเช็ก DA ได้ผ่าน Moz Link Explorer และ MozBar Chrome Extension ส่วนผู้ที่ต้องการดู DR สามารถใช้ Ahrefs Website Authority Checker ซึ่งประเมินความแข็งแกร่งของเว็บไซต์จากคุณภาพและปริมาณของ External Backlink

แนะนำให้ดูทั้ง DA, DR, Referring Domains, Organic Traffic และอันดับ Keyword ร่วมกัน เนื่องจากแต่ละเครื่องมือมีฐานข้อมูลและวิธีคำนวณต่างกัน

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการเพิ่ม DA?

ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับคะแนนเริ่มต้น คุณภาพของเว็บไซต์ ความถี่ในการได้รับ Backlink และความแข็งแกร่งของคู่แข่ง

โดยทั่วไป เว็บไซต์อาจต้องใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน หากมีการสร้าง Content และ Backlink อย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ที่เริ่มจาก DA ต่ำมักขยับคะแนนได้ง่ายกว่าเว็บไซต์ที่มี DA สูงอยู่แล้ว เนื่องจากคะแนน Authority ใช้สเกลที่เพิ่มระดับได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตั้งเป้าหมายเพียงว่า “ต้องเพิ่ม DA ให้ได้กี่คะแนน” แต่ควรดูด้วยว่า Backlink ที่ได้รับช่วยเพิ่ม Organic Traffic, Keyword Ranking, Brand Mention และ Conversion ได้จริงหรือไม่

DA กับ DR ต่างกันอย่างไร และควรดูตัวไหน?

DA เป็น Metric จาก Moz ส่วน DR เป็น Metric จาก Ahrefs ทั้งสองค่าประเมินความแข็งแกร่งของ Backlink Profile แต่ใช้ฐานข้อมูลและสูตรคำนวณต่างกัน

ไม่จำเป็นต้องเลือกดูเพียงค่าเดียว ควรใช้ทั้งสอง Metric เป็นข้อมูลประกอบ และตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเว็บไซต์ได้รับลิงก์จากแหล่งใด ลิงก์เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่ และเว็บไซต์มี Organic Performance จริงมากน้อยเพียงใด

บางเว็บไซต์อาจมี DA สูงแต่ DR ต่ำ หรือมี DR สูงแต่ Organic Traffic น้อย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Authority Metric เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายคุณภาพของเว็บไซต์ทั้งหมดได้

สรุปได้ว่าการเพิ่ม Domain Authority ไม่ได้เกิดจากการหา Backlink จำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยการวางกลยุทธ์ร่วมกันระหว่าง Link Building, Content Marketing, Digital PR, On-Page SEO และ Technical SEO

เป้าหมายที่แท้จริงจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่การทำให้ตัวเลข DA สูงขึ้น แต่ควรเป็นการทำให้เว็บไซต์มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และเปลี่ยน Organic Traffic ให้กลายเป็น Lead หรือยอดขายได้จริง

BEP Digital Agency พร้อมช่วยวิเคราะห์เว็บไซต์ วางกลยุทธ์ Content และพัฒนา Backlink Profile ให้เหมาะกับธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสเติบโตบน Search Engine อย่างยั่งยืน ติดต่อเราเพื่อรับคำปรึกษาและวิเคราะห์เว็บไซต์เบื้องต้นฟรี

{{CTA="/blog"}}

Blogs Recommended
Become a client

Our clients get the best results when they have our team dedicated to their business for extended periods of time.

This is why we are looking for ongoing collaboration where our professionals are like your team members who just happen to be remote. Ready to move forward?

Blog image
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.

Head Office

719  Mint Tower
Banthat Thong Road, Wang Mai, Pathum Wan district, Bangkok 10330

Phone

095-834-2460

Back to top