Back

PageSpeed Insights คืออะไร? วิธีปรับเว็บให้โหลดเร็วและอันดับดีขึ้น

Fast Fact

Fast Fact

Fast Fact

สิ่งที่น่าสนใจ

Summarize this article with AI

เคยไหม? เปิดเว็บไซต์แล้วต้องรอหลายวินาทีกว่าหน้าจะโหลด กดปุ่มแล้วเว็บตอบสนองช้า หรือกำลังจะอ่านข้อความแต่หน้าเว็บกลับขยับไปมา ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผู้ใช้หงุดหงิดเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจกระทบต่อ SEO และโอกาสในการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าด้วย

PageSpeed Insights คือเครื่องมือจาก Google ที่ใช้ตรวจสอบความเร็วและประสบการณ์ใช้งานของเว็บไซต์ โดยจะแสดงทั้งข้อมูลจากผู้ใช้จริงและผลทดสอบในระบบจำลอง พร้อมบอกว่าหน้าเว็บมีปัญหาตรงไหนและควรแก้อะไรก่อน

บทความนี้จะอธิบายว่า PageSpeed Insights คืออะไร อ่านคะแนนอย่างไร Core Web Vitals แต่ละตัวหมายถึงอะไร และควรปรับเว็บไซต์อย่างไรให้โหลดเร็วขึ้นและรองรับ SEO ได้ดีขึ้น

ทำไม Page Speed ถึงสำคัญต่อ SEO ปี 2026?

ความเร็วเว็บไซต์ไม่ได้มีผลแค่เรื่องความรู้สึกของผู้ใช้ แต่ยังเชื่อมโยงกับการจัดอันดับ การใช้งานบนมือถือ และ Conversion โดยตรง

1. Core Web Vitals เป็น Ranking Signal ของ Google

Google ยืนยันว่า Core Web Vitals เป็นหนึ่งในสัญญาณที่ใช้ประเมินประสบการณ์ของหน้าเว็บ

รายงานจาก White Label Coders ระบุว่า เว็บไซต์ที่มีคะแนน Core Web Vitals อยู่ในระดับ Good มีโอกาสติดหน้าแรกของ Google สูงกว่าเว็บไซต์ที่มีผลอยู่ในระดับ Poor ประมาณ 24%

อย่างไรก็ตาม ความเร็วไม่สามารถทดแทนคอนเทนต์ที่ดีได้ หากสองเว็บไซต์มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน เว็บไซต์ที่เร็วและใช้งานง่ายกว่ามักมีความได้เปรียบมากกว่า

2. Google ใช้เว็บไซต์เวอร์ชันมือถือเป็นหลัก

Google ใช้ Mobile-First Indexing กับเว็บไซต์ทั้งหมดแล้ว หมายความว่า Google จะดูเว็บไซต์เวอร์ชันมือถือเป็นหลักในการเก็บข้อมูลและจัดอันดับ

ดังนั้น แม้เว็บไซต์บน Desktop จะโหลดเร็ว แต่ถ้าเวอร์ชันมือถือช้า ใช้งานยาก หรือมีเนื้อหาไม่ครบ ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพ SEO ได้

3. เว็บช้าทำให้คนออกก่อนตัดสินใจ

ผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ต้องการรอเว็บไซต์ที่โหลดนาน โดยเฉพาะคนที่เข้าผ่านมือถือหรืออินเทอร์เน็ตที่ไม่เสถียร

จากประสบการณ์ที่พบในการทำ Digital Marketing เว็บไซต์ที่ใช้เวลาโหลดเกิน 3 วินาทีมักมี Bounce Rate สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอาจเสียโอกาสทั้งการกรอกฟอร์ม โทรสอบถาม หรือสั่งซื้อสินค้า

PageSpeed Insights ทำงานอย่างไร?

PageSpeed Insights แสดงข้อมูล 2 รูปแบบ ได้แก่ Field Data และ Lab Data ซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน

1. Field Data: ข้อมูลจากผู้ใช้จริง

Field Data มาจาก Chrome User Experience Report หรือ CrUX ซึ่งรวบรวมประสบการณ์ของผู้ใช้จริงที่เข้าเว็บไซต์ผ่าน Chrome ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา

ข้อมูลส่วนนี้สะท้อนว่าเว็บไซต์ทำงานอย่างไรในสถานการณ์จริง เช่น อุปกรณ์ ความเร็วอินเทอร์เน็ต และพื้นที่ของผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน

Google ใช้ข้อมูลลักษณะนี้ในการประเมิน Core Web Vitals

2. Lab Data: ผลทดสอบจาก Lighthouse

Lab Data เป็นการจำลองการเปิดเว็บไซต์ผ่าน Lighthouse ภายใต้สภาพแวดล้อมที่กำหนดไว้

ข้อมูลส่วนนี้เหมาะสำหรับค้นหาสาเหตุของปัญหา เช่น รูปภาพใหญ่เกินไป JavaScript ใช้เวลาทำงานนาน หรือมีไฟล์ที่ขัดขวางการแสดงผล

Lab Data ช่วยวิเคราะห์และทดสอบการแก้ไขได้ดี แต่ไม่ใช่ข้อมูลจากผู้ใช้จริง และไม่ได้ถูกนำไปใช้จัดอันดับโดยตรงแบบ Field Data

Core Web Vitals 3 ตัวที่ควรรู้

Core Web Vitals ประกอบด้วยตัวชี้วัดหลัก 3 ตัว ได้แก่ LCP, INP และ CLS แต่ละตัววัดประสบการณ์คนละด้าน

1. LCP: หน้าเว็บแสดงเนื้อหาหลักเร็วแค่ไหน?

LCP หรือ Largest Contentful Paint วัดเวลาที่องค์ประกอบชิ้นใหญ่ที่สุดในหน้าจอโหลดเสร็จ ซึ่งมักเป็นรูป Hero รูปสินค้า หรือข้อความหัวเรื่องขนาดใหญ่

เกณฑ์ของ LCP ได้แก่

  • Good: ไม่เกิน 2.5 วินาที
  • Needs Improvement: 2.5-4.0 วินาที
  • Poor: มากกว่า 4.0 วินาที

ปัญหาที่ทำให้ LCP ช้ามักมาจากรูปภาพขนาดใหญ่ Server ตอบสนองช้า หรือมีไฟล์ CSS และ JavaScript ที่ขัดขวางการแสดงผล

2. INP: กดแล้วเว็บตอบสนองเร็วหรือไม่?

INP หรือ Interaction to Next Paint วัดระยะเวลาที่เว็บไซต์ตอบสนองหลังผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์ เช่น กดปุ่ม เปิดเมนู เลือกสินค้า หรือกรอกแบบฟอร์ม

INP เข้ามาแทนที่ FID อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 2024

เกณฑ์ของ INP ได้แก่

  • Good: ไม่เกิน 200 มิลลิวินาที
  • Needs Improvement: 200-500 มิลลิวินาที
  • Poor: มากกว่า 500 มิลลิวินาที

หากกดปุ่มแล้วเว็บค้างหรือเมนูเปิดช้า ปัญหามักเกี่ยวข้องกับ JavaScript ที่ทำงานหนักหรือ Third-Party Script จำนวนมาก

3. CLS: หน้าเว็บขยับระหว่างโหลดหรือไม่?

CLS หรือ Cumulative Layout Shift วัดความเสถียรของหน้าเว็บระหว่างโหลด

ตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือ ผู้ใช้กำลังจะกดปุ่ม แต่รูปภาพหรือแบนเนอร์เพิ่งโหลดขึ้นมาและดันปุ่มเลื่อนไปอีกตำแหน่ง

เกณฑ์ของ CLS ได้แก่

  • Good: ต่ำกว่า 0.1
  • Needs Improvement: 0.1-0.25
  • Poor: มากกว่า 0.25

สาเหตุหลักมักมาจากรูปภาพหรือวิดีโอที่ไม่ได้กำหนดขนาด พื้นที่โฆษณาที่ไม่ได้จองไว้ หรือฟอนต์ที่ทำให้ข้อความเปลี่ยนขนาดหลังโหลด

วิธีใช้และอ่านผล PageSpeed Insights

1. ใส่ URL ที่ต้องการตรวจสอบ

เข้าไปที่ PageSpeed Insights แล้วใส่ URL ของหน้าที่ต้องการวิเคราะห์ จากนั้นกด Analyze

ควรตรวจสอบเป็นรายหน้า เพราะหน้าแรก หน้าบริการ และหน้าบทความอาจมีโครงสร้างและปัญหาความเร็วแตกต่างกัน

2. ดู Field Data ก่อนคะแนนรวม

หากหน้าเว็บมี Field Data ควรดูผล Core Web Vitals จากผู้ใช้จริงก่อน โดยตรวจสอบว่า LCP, INP และ CLS ผ่านเกณฑ์ Good หรือไม่

คะแนน Performance ตั้งแต่ 0-100 เป็นตัวช่วยวิเคราะห์ ไม่ใช่คะแนนที่ Google ใช้ตัดสินอันดับโดยตรง

เว็บไซต์ที่ได้คะแนนไม่ถึง 100 แต่ Field Data ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด อาจมีประสบการณ์ใช้งานจริงดีกว่าเว็บไซต์ที่ได้คะแนน Lab สูง แต่ผู้ใช้จริงยังพบปัญหา

3. ดู Opportunities และ Diagnostics

ส่วน Opportunities จะแนะนำสิ่งที่สามารถปรับปรุงเพื่อประหยัดเวลาโหลด เช่น ลดขนาดรูปภาพ ตัด JavaScript ที่ไม่จำเป็น หรือปรับการโหลดฟอนต์

ส่วน Diagnostics จะแสดงรายละเอียดเชิงเทคนิคเพิ่มเติม เช่น Main Thread ทำงานหนักเกินไป DOM มีขนาดใหญ่ หรือมีไฟล์ที่ไม่ได้ใช้งาน

ควรเริ่มแก้จากปัญหาที่ประหยัดเวลาได้มากและกระทบองค์ประกอบบนหน้าจอแรกก่อน

วิธีเพิ่มคะแนน PageSpeed Insights และทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น

1. ลดขนาดและปรับรูปภาพ

รูปภาพเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เว็บไซต์โหลดช้า โดยเฉพาะรูป Hero และรูปสินค้าที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น

ควรแปลงรูปเป็น WebP หรือ AVIF ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า JPEG และ PNG ประมาณ 25-50% พร้อมปรับขนาดไฟล์ให้ใกล้เคียงกับขนาดที่แสดงจริงบนหน้าเว็บ

สามารถใช้ Lazy Loading กับรูปที่อยู่นอกหน้าจอแรกได้ แต่ไม่ควรใช้กับรูปหลักด้านบน เพราะอาจทำให้ LCP ช้าลง

2. ลดไฟล์ที่ขัดขวางการแสดงผล

ไฟล์ CSS และ JavaScript ที่โหลดในส่วน <head> อาจทำให้ Browser ต้องรอไฟล์เหล่านี้ก่อนจึงจะแสดงหน้าเว็บได้

ควรลดไฟล์ที่ไม่จำเป็น รวม CSS ที่ซ้ำ และตั้งค่า JavaScript ให้โหลดแบบ async หรือ defer เมื่อเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลื่อนการโหลด Script ทุกตัวพร้อมกัน เพราะบางไฟล์จำเป็นต่อการแสดงผลหรือการทำงานของหน้าเว็บ

3. ตั้งค่า Cache และใช้ CDN

Cache ช่วยเก็บไฟล์บางส่วนไว้ในอุปกรณ์ของผู้ใช้ ทำให้การกลับมาเปิดเว็บไซต์ครั้งต่อไปโหลดเร็วขึ้น

ส่วน CDN ช่วยกระจายไฟล์เว็บไซต์ไปยัง Server หลายพื้นที่ ทำให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลจาก Server ที่อยู่ใกล้กว่าและลดความล่าช้าในการโหลด

เว็บไซต์ที่มีผู้ใช้จากหลายพื้นที่หรือมีรูปภาพจำนวนมากมักได้รับประโยชน์จาก CDN อย่างชัดเจน

4. จัดการ Third-Party Scripts

Script ภายนอก เช่น Facebook Pixel, Google Analytics, Live Chat, Heatmap และเครื่องมือโฆษณา อาจทำให้ Main Thread ทำงานหนักและส่งผลต่อ INP

ควรตรวจสอบว่า Script ใดจำเป็นจริง ตัดเครื่องมือที่ไม่ได้ใช้งาน และเลื่อนการโหลด Script ที่ไม่สำคัญจนกว่าผู้ใช้จะเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับหน้าเว็บ

5. ลด Time to First Byte

TTFB หรือ Time to First Byte คือเวลาที่ Browser รอรับข้อมูลชุดแรกจาก Server

หาก TTFB สูงเกิน 600 มิลลิวินาที จะทำให้องค์ประกอบอื่นเริ่มโหลดช้าตามไปด้วยและกระทบ LCP

แนวทางแก้ไข ได้แก่ ปรับ Hosting ใช้ Server Cache ลดการทำงานของฐานข้อมูล และตรวจสอบ Plugin หรือระบบหลังบ้านที่ทำงานช้าเกินไป

สรุปเกณฑ์ Core Web Vitals

Core Web Vitals เกณฑ์ Good ปัญหาที่พบบ่อย วิธีแก้หลัก
LCP ≤ 2.5 วินาที รูปภาพขนาดใหญ่ หรือ Server ตอบสนองช้า ใช้ WebP/AVIF, CDN และปรับขนาดรูปหลัก
INP ≤ 200 ms JavaScript หนัก หรือมี Third-Party Script มากเกินไป ใช้ Defer JS, ลด Script ที่ไม่จำเป็น และแยกงานประมวลผล
CLS < 0.1 รูปไม่มีการกำหนดขนาด ฟอนต์หรือแบนเนอร์ดันหน้า ระบุ Width/Height และจองพื้นที่สำหรับองค์ประกอบล่วงหน้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PageSpeed Insights

PageSpeed Insights กับ Core Web Vitals ต่างกันอย่างไร?

Core Web Vitals คือมาตรฐานที่ใช้วัดประสบการณ์เว็บไซต์ผ่าน LCP, INP และ CLS

ส่วน PageSpeed Insights คือเครื่องมือที่นำข้อมูล Core Web Vitals มาแสดง พร้อมคะแนน Performance และคำแนะนำในการแก้ไขปัญหา

คะแนน PageSpeed Insights ควรอยู่ที่เท่าไร?

คะแนนแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่

  • 90-100: ดี
  • 50-89: ควรปรับปรุง
  • ต่ำกว่า 50: มีปัญหาที่ควรแก้

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรดูเฉพาะคะแนนรวม เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือ Field Data และผล Core Web Vitals จากผู้ใช้จริง

ควรดูผล Mobile หรือ Desktop?

ควรตรวจสอบทั้งสองแบบ แต่ให้ความสำคัญกับ Mobile ก่อน เนื่องจาก Google ใช้ Mobile-First Indexing และผู้ใช้ส่วนใหญ่มักเข้าเว็บไซต์ผ่านมือถือ

ควรทดสอบกี่ครั้งจึงจะเชื่อถือได้?

Lab Data อาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละครั้งตามภาระของ Server และสภาพแวดล้อมในการทดสอบ

ควรทดสอบประมาณ 3-5 ครั้ง แล้วดูค่าเฉลี่ยร่วมกับ Field Data ซึ่งเป็นข้อมูลจากผู้ใช้จริงในช่วง 28 วัน

INP สูงควรเริ่มแก้อะไรก่อน?

เริ่มจากตรวจสอบ JavaScript ที่ใช้ Main Thread นานเกินไปผ่าน Chrome DevTools ในส่วน Performance

มองหา Long Tasks ที่ใช้เวลามากกว่า 50 มิลลิวินาที แล้วพิจารณาลด แยก หรือเลื่อนการโหลด Script เหล่านั้น โดยเฉพาะ Live Chat, Tracking และ Plugin ที่ไม่จำเป็น

สรุปได้ว่า PageSpeed Insights เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เห็นว่าเว็บไซต์โหลดเร็วและใช้งานได้ดีเพียงใด ทั้งจากมุมมองของผู้ใช้จริงและผลทดสอบในระบบจำลอง ซึ่งการปรับเว็บไซต์ไม่ควรโฟกัสเพียงการทำคะแนนให้ถึง 100 แต่ควรแก้ปัญหาที่ผู้ใช้พบจริง เช่น หน้าแรกโหลดช้า กดปุ่มแล้วไม่ตอบสนอง หรือเนื้อหาขยับระหว่างโหลด

เริ่มจากตรวจ Field Data และ Core Web Vitals ก่อน จากนั้นแก้ปัญหาที่มีผลสูง เช่น รูปภาพขนาดใหญ่ Server ช้า JavaScript หนัก และ Third-Party Script ที่มากเกินไป นอกจากนี้ควรตรวจสอบ Google Search Console ในส่วน Core Web Vitals เพื่อดูว่ามี URL กลุ่มใดอยู่ในสถานะ Poor หรือ Needs Improvement และติดตามผลหลังแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

หากต้องการตรวจสอบและแก้ไขความเร็วเว็บไซต์อย่างละเอียด BEP Digital Agency รับทำ Technical SEO และ Core Web Vitals Audit ช่วยวิเคราะห์ PageSpeed Insights ตรวจสอบปัญหาด้านความเร็ว และวางแนวทางปรับเว็บไซต์ให้รองรับทั้ง SEO และ Conversion

{{CTA="/blog"}}

Blogs Recommended
Become a client

Our clients get the best results when they have our team dedicated to their business for extended periods of time.

This is why we are looking for ongoing collaboration where our professionals are like your team members who just happen to be remote. Ready to move forward?

Blog image
Thank you! Your submission has been received!
Oops! Something went wrong while submitting the form.

Head Office

719  Mint Tower
Banthat Thong Road, Wang Mai, Pathum Wan district, Bangkok 10330

Phone

095-834-2460

Back to top